เจาะลึกสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115 kV, 230 kV และ 500 kV ครบวงจร

25 สิงหาคม 2026

Share :

 

ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูง เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ ทำหน้าที่ส่งผ่านพลังงานไฟฟ้ามหาศาลจากแหล่งกำเนิดไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงประจำภูมิภาคและนิคมอุตสาหกรรม การเลือกระดับแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อประกอบบนเสาโครงเหล็กสายส่งไฟฟ้าตามโครงการ ไม่ว่าจะเป็น 115 kV, 230 kV หรือ 500 kV จึงเป็นหัวใจสำคัญทางวิศวกรรมที่กำหนดทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของการลงทุนระยะยาวในภาคอุตสาหกรรม

 

หลักการพื้นฐานของการส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูงคือ ยิ่งเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้าให้สูงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งลดปริมาณกระแสไฟฟ้าในสายส่งได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานในรูปความร้อนระหว่างทาง ทำให้ส่งจ่ายไฟฟ้าระยะทางไกลได้อย่างคุ้มค่า และเมื่อแรงดันไฟฟ้าสูงขึ้น โครงสร้างเสา สายนำไฟฟ้า และระยะเขตความปลอดภัยก็ต้องถูกออกแบบให้ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ตามมาตรฐานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. EGAT) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ. PEA) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งโครงการและพื้นที่โดยรอบ

 

ประเภทของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

 

ระบบ 115 kV: สายส่งกระจายสู่พื้นที่และนิคมอุตสาหกรรม

นิยมใช้สำหรับการส่งจ่ายไฟฟ้ากระจายในพื้นที่เฉพาะ ระบบสายส่งย่อย และการจ่ายไฟตรงเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมหรือผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โครงสร้างจึงถูกออกแบบมาให้กะทัดรัดกว่าระบบแรงดันสูงกว่า โดยมักใช้เสาเดี่ยวโครงเหล็ก (Steel Monopole) หรือเสาทาวเวอร์ขนาดกะทัดรัด สูงประมาณ 25–35 เมตร ติดตั้งสายนำไฟฟ้าแบบสายเดี่ยวต่อเฟส (ACSR หรือ AAAC) ควบคู่กับสาย OPGW จำนวน 1 เส้น เพื่อให้ระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสื่อสารพร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก

 

ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

 

ระบบ 230 kV: โครงข่ายสายส่งหลักระหว่างจังหวัด

ถูกออกแบบมาสำหรับระบบสายส่งหลักระหว่างจังหวัด และเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าหลักของการไฟฟ้า เพื่อกระจายไฟฟ้าไปทั่วประเทศ จึงต้องใช้เสาโครงเหล็กทาวเวอร์ขนาดใหญ่ขึ้น สูงประมาณ 35–50 เมตร จัดวางสายนำไฟฟ้าแบบสายคู่ต่อเฟส (Twin-Bundle) เช่น ACSR, AAAC เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับกระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้น

 

ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

 

ระบบ 500 kV: โครงข่ายหลักข้ามภูมิภาคของประเทศ

ระบบแรงดันสูงพิเศษ (Extra-High Voltage) ที่เป็นโครงข่ายหลักของประเทศ สำหรับส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าปริมาณมหาศาลข้ามภูมิภาค จึงต้องใช้เสาโครงเหล็กทาวเวอร์ขนาดใหญ่พิเศษ สูงประมาณ 50–70 เมตรขึ้นไป จัดวางสายนำไฟฟ้ามากถึง 4 เส้นต่อเฟส (Quad-Bundle) และติดตั้งสาย OPGW แบบคู่ (Dual OPGW) เพื่อรองรับระบบสื่อสารสำรองที่มีความปลอดภัยสูงสุด

 

ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

 

การดึงสายและการเชื่อมต่อโครงข่าย Smart Grid

การติดตั้งสายนำไฟฟ้าแรงสูงต้องอาศัยเครื่องดึงสายและเครื่องควบคุมแรงตึงระบบไฮดรอลิกที่มีความแม่นยำสูง เพื่อคุมระดับความตึง-หย่อนของสายไฟให้ตรงตามมาตรฐานโดยไม่ทำให้สายชำรุด พร้อมติดตั้ง สายกราวด์ใยแก้วนำแสง (OPGW) บริเวณยอดเสาเพื่อป้องกันฟ้าผ่า และใช้เป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลผ่านระบบ SCADA รองรับการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)

 

ความแตกต่างของสายส่งในระบบส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูง ไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของงานที่ต้องอาศัยผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์จริงในการออกแบบและก่อสร้างให้ได้มาตรฐานในทุกระดับแรงดัน

 

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงที่ได้มาตรฐาน คือรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยาวนานกว่า 35 ปี CHC Engineering มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพงานวิศวกรรมโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เกี่ยวกับการติดตั้งและร้อยสายส่งไฟฟ้า เพื่อร่วมสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

📞 Tel: 02-248-8130 | 02-248-8131 | 02-248-8132
✉️ Email: bidding@chcengineering.com
🌐 Website: https://chcengineering.com/
🔵Facebook: CHC Engineering

Share :

Blogs

The story behind our brand

OPGW Cable The Hidden Tech Keeping Power Lines Safe

15

กันยายน
2026

ถอดรหัสสายเคเบิล OPGW ทำไมขาดไม่ได้ในยุค Smart Grid

15

กันยายน
2026

ชวนรู้จัก ACSR, AAAC, OPGW หัวใจสำคัญในระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

26

สิงหาคม
2026