
ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูง เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ ทำหน้าที่ส่งผ่านพลังงานไฟฟ้ามหาศาลจากแหล่งกำเนิดไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงประจำภูมิภาคและนิคมอุตสาหกรรม การเลือกระดับแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสมเพื่อประกอบบนเสาโครงเหล็กสายส่งไฟฟ้าตามโครงการ ไม่ว่าจะเป็น 115 kV, 230 kV หรือ 500 kV จึงเป็นหัวใจสำคัญทางวิศวกรรมที่กำหนดทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของการลงทุนระยะยาวในภาคอุตสาหกรรม
หลักการพื้นฐานของการส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูงคือ ยิ่งเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้าให้สูงขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งลดปริมาณกระแสไฟฟ้าในสายส่งได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งช่วยลดการสูญเสียพลังงานในรูปความร้อนระหว่างทาง ทำให้ส่งจ่ายไฟฟ้าระยะทางไกลได้อย่างคุ้มค่า และเมื่อแรงดันไฟฟ้าสูงขึ้น โครงสร้างเสา สายนำไฟฟ้า และระยะเขตความปลอดภัยก็ต้องถูกออกแบบให้ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ตามมาตรฐานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. EGAT) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ. PEA) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งโครงการและพื้นที่โดยรอบ
ประเภทของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
ระบบ 115 kV: สายส่งกระจายสู่พื้นที่และนิคมอุตสาหกรรม
นิยมใช้สำหรับการส่งจ่ายไฟฟ้ากระจายในพื้นที่เฉพาะ ระบบสายส่งย่อย และการจ่ายไฟตรงเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมหรือผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โครงสร้างจึงถูกออกแบบมาให้กะทัดรัดกว่าระบบแรงดันสูงกว่า โดยมักใช้เสาเดี่ยวโครงเหล็ก (Steel Monopole) หรือเสาทาวเวอร์ขนาดกะทัดรัด สูงประมาณ 25–35 เมตร ติดตั้งสายนำไฟฟ้าแบบสายเดี่ยวต่อเฟส (ACSR หรือ AAAC) ควบคู่กับสาย OPGW จำนวน 1 เส้น เพื่อให้ระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสื่อสารพร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก
ระบบ 230 kV: โครงข่ายสายส่งหลักระหว่างจังหวัด
ถูกออกแบบมาสำหรับระบบสายส่งหลักระหว่างจังหวัด และเชื่อมต่อโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าหลักของการไฟฟ้า เพื่อกระจายไฟฟ้าไปทั่วประเทศ จึงต้องใช้เสาโครงเหล็กทาวเวอร์ขนาดใหญ่ขึ้น สูงประมาณ 35–50 เมตร จัดวางสายนำไฟฟ้าแบบสายคู่ต่อเฟส (Twin-Bundle) เช่น ACSR, AAAC เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับกระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้น
ระบบ 500 kV: โครงข่ายหลักข้ามภูมิภาคของประเทศ
ระบบแรงดันสูงพิเศษ (Extra-High Voltage) ที่เป็นโครงข่ายหลักของประเทศ สำหรับส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าปริมาณมหาศาลข้ามภูมิภาค จึงต้องใช้เสาโครงเหล็กทาวเวอร์ขนาดใหญ่พิเศษ สูงประมาณ 50–70 เมตรขึ้นไป จัดวางสายนำไฟฟ้ามากถึง 4 เส้นต่อเฟส (Quad-Bundle) และติดตั้งสาย OPGW แบบคู่ (Dual OPGW) เพื่อรองรับระบบสื่อสารสำรองที่มีความปลอดภัยสูงสุด
การดึงสายและการเชื่อมต่อโครงข่าย Smart Grid
การติดตั้งสายนำไฟฟ้าแรงสูงต้องอาศัยเครื่องดึงสายและเครื่องควบคุมแรงตึงระบบไฮดรอลิกที่มีความแม่นยำสูง เพื่อคุมระดับความตึง-หย่อนของสายไฟให้ตรงตามมาตรฐานโดยไม่ทำให้สายชำรุด พร้อมติดตั้ง สายกราวด์ใยแก้วนำแสง (OPGW) บริเวณยอดเสาเพื่อป้องกันฟ้าผ่า และใช้เป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลผ่านระบบ SCADA รองรับการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)
ความแตกต่างของสายส่งในระบบส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูง ไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของงานที่ต้องอาศัยผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์จริงในการออกแบบและก่อสร้างให้ได้มาตรฐานในทุกระดับแรงดัน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงที่ได้มาตรฐาน คือรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยาวนานกว่า 35 ปี CHC Engineering มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพงานวิศวกรรมโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เกี่ยวกับการติดตั้งและร้อยสายส่งไฟฟ้า เพื่อร่วมสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
📞 Tel: 02-248-8130 | 02-248-8131 | 02-248-8132
✉️ Email: bidding@chcengineering.com
🌐 Website: https://chcengineering.com/
🔵Facebook: CHC Engineering


