เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Smart Grid ความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้าไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ความสามารถในการนำพากระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังต้อง “มีสื่อกลางเพื่อส่งข้อมูล” ระหว่างสถานีไฟฟ้าแรงสูง (Substation) กับ ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า ที่ต้องรวดเร็วและแม่นยำอย่าง สายเคเบิล OPGW (Optical Ground Wire) ที่ทำหน้าที่ 2 กลไกที่สำคัญในหนึ่งเดียว (Dual-Function Technology) เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นอากาศแปรปรวน ภัยธรรมชาติ หรือปรากฏการณ์ฟ้าผ่าอยู่ตลอดเวลา
สาย OPGW ทำงานอย่างไร
สาย OPGW ถูกติดตั้งไว้บนยอดเสาโครงเหล็กสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (จุดสูงสุดของเสา) และต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล IEEE 1138 และ IEC 60794-4 ก่อนนำมาใช้งานจริง เพื่อยืนยันว่าแข็งแรงพอทั้งด้านโครงสร้าง ไฟฟ้า และการส่งสัญญาณแสง โดยสายเส้นนี้จะทำงาน 2 หน้าที่ไปพร้อมกัน
- สายดินป้องกันฟ้าผ่า ทำหน้าที่เหมือน “สายล่อฟ้า” ของระบบสายส่งไฟฟ้า คือดักฟ้าผ่าไม่ให้ลงที่สายไฟฟ้าโดยตรง แล้วนำกระแสที่เกิดขึ้นลงดินอย่างปลอดภัย ปลอกนอกของสาย (ทำจากอะลูมิเนียมหุ้มเหล็กหรือโลหะผสมอะลูมิเนียม) ถูกออกแบบให้ทนความร้อนจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรได้โดยไม่กระทบแกนใยแก้วด้านใน ทั้งนี้ทนได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสเปคของผู้ผลิตแต่ละราย ซึ่งจะระบุไว้ชัดเจนในเอกสารรับรองสาย
- เส้นทางส่งข้อมูลความเร็วสูง ใจกลางสายบรรจุใยแก้วนำแสง หน้าที่ส่งข้อมูลด้วยแสง จึงไม่ถูกรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนสายทองแดงทั่วไป ใช้เชื่อมต่อระบบตรวจสอบและสั่งการของสถานีไฟฟ้า และระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติ ให้สื่อสารกับศูนย์ควบคุมได้แบบเรียลไทม์
สาย OPGW มีประโยชน์อย่างไรกับระบบ Smart Grid
สาย OPGW ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันฟ้าผ่า แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านการสื่อสารของระบบไฟฟ้ายุคใหม่
- ตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดปัญหา: เมื่อสายส่งไฟฟ้ามีจุดผิดปกติ สัญญาณจะถูกส่งผ่านสาย OPGW ไปยังระบบป้องกันภายในเสี้ยววินาที เพื่อสั่งตัดไฟก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปถึงหม้อแปลงหรืออุปกรณ์สำคัญในสถานีไฟฟ้า
- เฝ้าระวังสภาพสายส่งแบบเรียลไทม์: ใช้ส่งข้อมูลจากเซนเซอร์ที่ติดตั้งบนสายส่ง เช่น อุณหภูมิและแรงดึงของสาย ทำให้ทีมงานรู้สภาพของสายส่งตลอดเวลาและวางแผนบำรุงรักษาได้แม่นยำขึ้น
งานติดตั้งสาย OPGW ต้องพิถีพิถันแค่ไหน
เพราะแกนกลางของสาย OPGW คือใยแก้วที่บอบบาง งานติดตั้งและดึงสายบนเสาโครงเหล็กระดับ 115 / 230 / 500 kV จึงต้องทำตามมาตรฐาน IEEE Std 524 ซึ่งเป็นแนวทางการติดตั้งสายส่งไฟฟ้าและสายดินเหนือศีรษะที่ใช้กันในระดับสากล ควบคู่กับข้อกำหนดของการไฟฟ้าฯ ในประเทศ (EGAT / PEA / MEA)
- ควบคุมความโค้งของสายไม่ให้หักงอ: ระหว่างดึงสาย ต้องใช้ลูกรอกที่มีขนาดเหมาะสมเพื่อไม่ให้สายโค้งงอแรงเกินกว่าที่กำหนด เพราะถ้าโค้งมากเกินไป ใยแก้วด้านในอาจเสียหายจนสัญญาณลดทอนหรือขาดได้ ค่าความโค้งที่ยอมรับได้จะระบุไว้ในคู่มือของผู้ผลิตแต่ละราย ซึ่งปกติแล้วช่วงระหว่างดึงสายจะเข้มงวดกว่าช่วงหลังติดตั้งเสร็จแล้ว
- ควบคุมแรงดึงและการสั่นของสาย: ใช้เครื่องดึงสายที่ปรับแรงดึงได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อคุมแรงดึงให้อยู่ในเกณฑ์ที่คำนวณไว้เฉพาะของแต่ละโครงการ (ขึ้นอยู่กับระยะห่างเสา สภาพภูมิประเทศ และสภาพอากาศ) พร้อมติดตั้งตัวลดแรงสั่นสะเทือน (Damper) เพื่อป้องกันสายเสียหายจากการสั่นสะเทือนที่เกิดจากลมพัดผ่านสายเป็นเวลานาน
- ต่อสายและตรวจสอบคุณภาพสัญญาณ: จุดที่ต้องต่อใยแก้วเข้าด้วยกันต้องทำในสภาพแวดล้อมที่สะอาดด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง จากนั้นตรวจวัดค่าการสูญเสียสัญญาณด้วยเครื่องมือ OTDR และออกรายงานผลทดสอบ ก่อนส่งมอบงานให้ลูกค้าใช้งานจริง
ยกระดับความมั่นคงระบบไฟฟ้าด้วยความเชี่ยวชาญกว่า 35 ปี
การเลือกใช้สาย OPGW ที่ได้มาตรฐานสากล ร่วมกับกระบวนการติดตั้งที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและสเปคเฉพาะของแต่ละโครงการ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ให้สามารถจ่ายพลังงานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรระดับชาติ นิคมอุตสาหกรรม และผู้พัฒนาระบบพลังงานทั่วประเทศ
📞 Tel: 02-248-8130 | 02-248-8131 | 02-248-8132
✉️ Email: bidding@chcengineering.com
🌐 Website: https://chcengineering.com/
🔵 Facebook: CHC Engineering

